<<<เว้ปไซด์เผยแพร่ผลการวิจัยจุดกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ English Website    This website presents research findings indicating that Buddhism was originated in Suvarnnabhumi not in India or Nepal.  >>>

[เหตุแห่งความสงสัย] [ พุทธโบราณสถาน][ ภูมิศาสตร][ พุทธสถาปัตยกรรม][วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล][ ภาษาสมัยพุทธกาล] [ขนบธรรมเนียมประเพณี][ ตำนาน/งศาวดาร][ข้อสังเกตเพิ่มเติม] <<<[หน้าบ้าน]

 

 

 

 

 PRE-VOTE: โปรดโหวตก่อนอ่าน

จากการค้นคว้า มาเกือบ 10 ปี พบว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยได้ ประสูติในอินเดียหรือเนปาล แต่ประสูติในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็น "ชมพูทวิป" ที่แท้จริง ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กรุณาโหวต หากท่านไม่เห็นด้วย โปรดเข้าไปอ่านข้อมูลที่เรานำเสนอในเว้ปนี้

For nearly 10 years of our research, it was found that Lord Buddha was never born neither in India nor Nepal.  He was born in Suwannabhumi (the authentic Chompoodwip) where Thailand is located. Do you agree? Please cast a vote!    If you do not agree, please read the information provided in this website:

โหวต โปรดคลิ้ก To vote, please click.

แผนที่แสดงเมืองในสมัยพระพุทธกาล (ยังอยู่ระหว่างการวิจัยระบุจุดที่แท้จริง)  

Map showing places in Time of Lord Buddha (Please click)

ว้ปไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อเสนอผลการค้นคว้าเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิ หรือแดนเกิดแห่งพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาเกิดที่ใด อยู่ในอินเดียหรือในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่ีงเป็นที่ตั้งของ "ชมพูทวีป" ที่แท้จริงซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย ลาว (รวมบางส่วนทางใต้ของจีน) เขมร พม่า มอญ (๒)เพื่อเปิดเผยความจริงที่ว่า มี ชาวอังกฤษ และเยอรมันอย่างน้อย ๖ คน ได้ร่วมกันสร้างหลักฐาน และเขียนประวัติพระพุทธศาสนาใหม่ เผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดในอินเดียมาเมื่อไม่ถึง ๑๓๐ ปีมานี้เอง และ (๓) เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลที่ปรากฏที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และข้อมูลที่เป็นอยู่จริงในประเทศอินเดียเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดในประเทศอินเดีย จนกระทั่งเกิดนิกายมหายานขึ้นในราว พ.ศ.๖๐๐

The purposes of this website are three-fold: (1) to present the findings proving that Buddhism was nver originated in India, (2) to reveal the facts that at least six British and one German were compiling evidences and reconstructed the history of Buddhism and made the world believe that Lord Buddha was born in the ancient India (Hindustani), and (3) to present conflicting information and evidences between those appear in the Buddhist Scripture (Tripitaka) and those evidenced in the present India and Nepal to prove that Buddhism was not originated in India until the year 600 B.E. when Mahayana Sect of Buddhism was established in India.

  ENGLISH, CLICK HERE!

ฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย

โปรดคลิ้กที่นี่

(จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz)

Nedstat Basic - Free web site statistics

   

 

 

พุทธโบราณสถาน
 
ภูมิศาสตร์
 
พุทธสถาปัตยกรรม
 
วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล
 
ภาษาสมัยพุทธกาล
 
ขนบธรรมเนียมประเพณี
 
ตำนาน/งศาวดาร
 
ข้อสังเกตเพิ่มเติม
 
<<<หน้าแรก<<<
 

ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์  (อดีตพระอภิญญาโณภิกขุ)  ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ หนึ่งในกลุ่มผู้นำการฟื้นคติเกี่ยวกับพุทธอุบัติภูมิ

 

Sir Alexander Cunningham ใช้เวลาหลังจากเกษียณราชการจากกองทัพอังกฤษศึกษาค้นคว้าประวัติพระพุทธศาสนา และได้เขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่(Reconstructed the History of Buddhism) โดยไม่สนใจว่า ประวัติพระพุทธศาสนามีอยู่แล้วในประเทศไทย ตามหนังสือ "สังคติยวงศ์"

หนังสือ "สังคติยวงศ์" ซึ่งพระวันรัตน์วัดโพธิ์ได้นิพนธ์ขึ้นในพ..ศ ๒๓๓๑ ในรัชกาลที่ ๑ หลังจากการสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับสยามประเทศ

ปกหนังสือของ John Keay ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวชาวอังกฤษอย่างน้อย ๕ คน และเยอรมัน ๑ คนที่ได้กระทำการบิดเบือนข้อเท็จจริงจนนำไปสู่ความหลงผิดของชาวโลกว่า พระพุทธองค์เป็นชาวอินเดีย

หลังจากข่าวแพร่ไปว่า พระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย เกาะซีลอนก็อ้างว่า เป็นลังกาทวีป และเปลี่ยนชื่อเป็น "ศรีลังกา" มาเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง โดยยึดคัมภีร์มหาวงศ์ไปเป็นประวัติศาสตร์ของตนเอง และระบุว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไป ๓ ครั้งและมีพระเขี้ยวแก้ว อยู่ด้วยตามที่อ้างไว้ในคัมภีร์ "มหาวงศ์" อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่แสดงว่า พระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา เป็นของปลอม ตามพระราชหัตถเลขาพระพุทธเจ้าหลวง ที่นพ.วิบูลย์    วิจิตร วาทการ เขียนไว้ในหนังสือ เล่าเรื่องเมืองสยาม

(อ่านต่อ โปรดคลิ๊ก)

 โครงการวิจัยเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิ

วัตถุประสงค์การวิจัย

๑) พื่อพิสูจน์ว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนสุวรรณภูมิ และนำไปสู่การพิสูจน์ว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

๒) เพื่อศึกษาร่องรอยการประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา การเผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓) เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรีสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมืองต่างๆ ในพระไตรปิฎก

ขั้นตอนการวิจัย

ระยะที่ ๑ เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จากพระไตร ปิฎก อรรถกถา เอกสารโบราณทางพระพุทธศาสนา ศิลาจารึก พงศาวดาร และตำนาน และสัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดประวัติพระพุทธศาสนาจากตะวันตกและอินเดีย

ระยะที ๒  เป็นการศึกษาภาคสนาม โดยเดินทางไปศึกษาแนวลึกตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาร่องรอยการประสูติ ตรัสรู้ เผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานทั้งในประเทศไทยและใกล้เคียง รวมทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล

ระยะที่ ๓ เป็นขั้นหาข้อสรุปเพื่อกำหนดสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน พร้อมทั่งระบุเมืองต่างๆ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการวิจัยระยะที่ ๑ และ ๒

 

 

  โปรดฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย โปรดคลิ้กที่นี(จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz) 

หลังจากศึกษาข้อมูลที่นำเสนอในหน้านี้แล้ว ก่อนออกจากเว้ปนี้ โปรดโหวตก่อนออกด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง  โปรดคลิกที่นี่

           
 

สรุปรายงายฉบับย่อ ภาษาไทย ENGLISH Summary of Finding

 

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส ยืนยันปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศไทยฯ มิใช่ในอินเดียหรือเนปาล

“สงฆ์ออกพรรษาเมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ” แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ...สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้   ทุรังออกจะอาบัติ "

      หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส (Observatoire de Paris)  ได้แสดงให้เห็นว่า ปฏิทินพุทธ ไม่ใช่ปฏิทินอินเดีย หรือเนปาล แต่เป็นปฏิทินไทย ลาว เขมร และพม่า 

ข้อค้นพบนี้ส่งมาจากฝรั่งเศส โดยอาจารย์ศุภกฤษฎิ์ มหารักขกะ ซึ่งให้ข้อมูลว่า "...สงฆ์จะออกพรรษา ได้เมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ... สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้  ทุุรังออกพรรษา จะอาบัติ...." เพราะฉะนั้นปฏิทินที่สงฆ์ใช้ จะต้อง (๑) นับเดือนเป็นตัวเลข (๒)นับวันเป็น ขึ้น หรือ แรม และ (๓) มีการทดแก้ให้ จันทร์จริงบนฟ้า ตรง กับจันทร์เสมือนในปฏิทิน (lunisolar calendar with intercalation)  

     ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ปฏิทินเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบสามข้อดังกล่าวข้างต้น  จึงเรียกว่า ปฏิทินพุทธ (Buddhist calendar) ได้แก่ ไทย ลาว เขมร พม่า และศรีลังกา 

     ส่วนปฏิทินอินเดียหรือปฏิทินฮินดูซึ่งมีรากฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่งมีมาแค่ตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่สาม จึงนำมาใช้ออกพรรษาไม่ได้  

     ในปัจจุบัน แม้ปฏิทินไทย ลาว เขมร พม่าจะยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างแต่ก็ เป็นเพียงเล็กน้อยในแง่ของจันทร์เต็มดวงจริงในวันออกพรรษา แต่ก็มีปฏิทิน ของธรรมยุตินิกายที่ "ไม่มีความคลาดเคลื่อน” เลย เพราะได้รับการทดแก้ไข ให้ถูกต้องไม่ให้คลาดเคลื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระมหากษัตรย์นักดาราศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยได้ทรง พยากรณ์การเกิดสุริยปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ เป็นที่ตะลึงของนักดาราศาสตร์ในสมัยนั้น

     ทำไมปฏิทินไทยฉบับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงมีความถูกต้อง ทางจันทรคติที่สุด (รอบของ จันทร์เพ็ญเท่ากับ ๒๙.๕๓๐๕๙๔ วัน) ทดแก้ยากหรือไม่ อย่างไร เมื่อเทียบกับวัฏจักรเมตอน (Metonic cycle)

    ฯพณฯ เดอลาลูแบร์ (Simon De la Loubère) ทูตฝรั่งเศส ในพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้นำสำเนา เอกสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์สยาม สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กลับไปให้ เมอซิเออร์ กัสซินี (Cassini) ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ แห่งปารีส (Observatoire de Paris) ศึกษาได้ข้อสรุป ๔ ประการ คือ (๑) ดาราศาสตร์สยาม เป็นของแท้ไม่ได้รับอิทธิพลหรือนำมาจากอินเดีย จีน หรือเปอร์เซีย แต่ได้จาก การคำนวณจากต้นยุคอ้างอิง (epoch) (๒) ดาราศาสตร์สยาม มีความ แม่นยำสูง และไม่ได้ พิจารณาว่า โลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์เป็นวงกลม (๓) ชาวสยามใช้วิธีคำนวณ ง่ายกว่าแต่ได้ผลเช่นเดียวกัน โดยใช้ค่าคงที่ต่างๆ ที่คำนวณไว้ ก่อนแล้ว มากกว่าจะใช้สูตร สำเร็จหรือตั้งสมการ ใหม่ทุกครั้งไป และ ( ๔) ชาวสยามท่องสูตรโดยใช้กลอน

     ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยโบราณ อันเป็นเอกลักษณ์นั้น สนับสนุนงานค้นคว้าบ้านเชียง กระเบื้องจารคูบัว  และลบล้าง “ซุกแขกแทรกจีน” อย่างยิ่ง

     ข้อมูลข้างต้น ยืนยันว่า พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในดินแดนที ่เป็นประเทศ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ซึ่งเป็น "ชมพูทวีป" ตามที่ระบุไว้ในประกาศเทวดา เมื่อครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑.

หลวงปู่มั่นยืนยันว่า พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษคนไทย

      หนังสือ "ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" ซึ่งเขียนโดย อาจารย์ "มุตโตทัย" ศิษย์คนหนึ่ีงของหลวงปู่มั่น ได้เขียนไว้ ในคำปรารภ หน้า ๙ ว่า หลวงปู่ฯ "...จะเล่าขณะที่ข้าพเจ้า ( "มุตโตทัย") ได้ถวายการนวด หลังจาก ท่านเทศน์เสร็จแล้ว นอกจากข้าพเจ้าแล้ว ก็มีท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินธฺโร ท่านอาจารย์วัน อุตตโม ท่านอาจารย์หล้า เขมปตโต ท่านก็พูด(เล่า)แต่ไม่มาก แต่สองรูปที่ท่านพูด (เล่า)ให้ฟังมาก คือ ข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์วิริยังค์...."

        เรื่องที่หลวงปู่มั่นเล่าให้อาจารย์มุตโตทัย หลายเรื่องเกิดจากอุบัติเหต เช่น เรื่อง พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของคนไทย ก็เกิดจากกระดาษห่อธูป ที่ผู้ผลิต เอารูปพระพุทธเจ้า มาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ซึ่งพระอาจารย์ มุตโตทัยนำไป ถวายหลวงปู่มั่นดู ท่านก็เลยเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าใหฟัง  "...ซึ่งเป็นการกลับ ตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ ไม่ปรากฎในประวัติศาสตร์ และใน คัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงทำผู้ฟังงงงวยสับสน เมื่อเรื่องมีอย่าง นี้ก็ขอให้อยู่ ในดุลยพินิจ (ขอผู้อ่าน พิจารณาเองว่าจะ เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็น อินเดีย หรือเป็นบรรพบุรุษคนไทย แต่คงไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย แล้ว อพยพก็มาเป็นบรรพบุรุษคนไทย อย่างแน่นอน -บก.)...." อาจารย์ มุโตทัยกล่าว

        มีคนสงสัยว่า หลวงปู่มั่นเคยไปอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานทั้งสิ่ หรือไม่ ก็มีการยืนยันว่า ท่านไม่ไปเพราะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้า ประสูติใน อินเดีย แต่ท่านเคยไปพม่า ตามที่อาจารย์มุตโตทัยบันทึกไว้ (หน้า ๖๔) ท่าน บอกว่า ที่พม่าไม่ค่อยมีผู้ปฏิบัติที่จะได้ถึงอริยมรรค "...คงมี็แต่ตาผ้าขาว ที่ท่านอยู่จำ พรรษาด้วยเท่านั้นไ้ด้มรรคที่ ๓ ซึ่งไม่เหมือนเมืองไทย (ผู้ได้อริย มรรค)มีมาไม่ขาดขาย เกิดจากการปฏิบัติบ้าง จุติจากสวรรค์มาบ้าง เพราะไทย คือ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ต่างประเทศที่ ไม่อยู่ในแวดวง พระพุทธศาสนา (ก็)ยิ่ง ห่างไกลออกไปเพราะอยู่นอกวงจรนอกแวดวง (คงเหมือนกับต้นไม้ เมืองหนาว นำไปปลูกในเมืองร้อน ไม่ได้-บก.)    "...หลวงปู่พูดทีเล่นทีจริงว่า พวกที่ไปสอนพระพุทธศาสนาให้ฝรั่งนั้น สอนให้เขาเป็นอะไร จะสอนจนได้ สำเร็จมรรคผลนั้นเป็นไปไม่ได้ดอก เพราะเป็นพาหิราประเทศ (พาหิรา หมายถึงภายนอกหรือนอกวง-บก.) คนไทยเราก็พอสอนได้ โอกาสได้ มรรคผลมี เพราะอยู่ใน วงศ์พระพุทธ ศาสนา มีบารมีอันเคยอบรม สั่งสมมาแล้ว ท่าหลวงปู่ว่า..." หลวงพ่อมุตโตทัยกล่าว.

 พระราชดำรัสพระนารายณ์มหาราชยืนยันชาวไทย

นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาล

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ส่งเอกอัครราชทูตพิเศษ นำโดย ฯพณฯ ม. เชอวาเลีย เดอ โชม็อง และบาดหลวงชัวชี เป็นรองเอกอัครราชทูตร พร้อมพระโปรดศีลจำนวนหนึ่ง เพื่อโน้มน้าวพระทัยให้ กษัตริย์สยามเข้ารีตนับถือศาสนาคริสเตียน ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ โดยที่ฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่า พระองค์มีความเลื่อมใสในศาสนาของพระเป็นเจ้า เพราะทึกทักเอา จากการ ที่พระองค์ทรงอนุญาตให้สร้างโรงสวดพระราชทาน และอนุญาตให้ประกาศศาสนาเป็นต้น ทั้งๆ ที่พระสังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ก็ทราบดีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อคณะทูตเข้าเฝ้าและทูลขอให้พระองค์เปลี่ยนไปเข้ารีตฯ สังฆราชและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็ไม่แปลตรงๆ แต่เลี่ยงแปลเป็นอย่างอื่น เมื่อ ฯพณฯ เดอโชม็องต์ ทราบก็โกรธจึงเขียนสาสน์กราบทูลแทน

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้เข้าเฝ้า ณ ที่รโหฐาน และแปลพระราชสาสน์ถวาย เมื่อได้ฟังคำแปลถวายอย่างยืดยาว ได้ตรัสว่า "...การที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเพื่อนรักของเรามาแนะนำการอันยาก (เปลี่ยนศาสนา)เช่นนี้ และเป็นเรื่องที่เราไม่มีความรู้เลยนั้น เป็นเรื่องที่กระทำให้เราเสียใจเป็นอันมาก แต่ขอให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ตรึกตรองดูว่า การที่จะเปลี่ยนศาสนาซึ่งได้เคยนับถือต่อๆ กันมาถึง ๒๒๒๙ ปีแล้ว จะเป็นการสำคัญและ ลำบากสักเพียงไร...."

เวลาที่มีพระราชดำรัสนี้ เป็นเดือนกันยายน ๒๒๒๘ แต่ทรงตรัสว่า ชาวสยามได้นับถือพระพุทะศาสนามา ๒๒๒๙ ปี แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนา มาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์ ทรงพระชนม์อยู่ มิใช่เพิ่งมารับนับถือพระพุทธศาสนาเมื่อมีพระปฐมเจดีย์เมื่อ พ.ศ. ๓๐๐ หรือรับพระพุทธศาสนาจากศรีลังกามาในสมัยสุโขทัย เป็นหลักฐานยืนยันว่า ประเทศสยามนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่พระพุทธองค์ยังไม่ปรินิพพาน.

(คลิ้ก เพื่ออ่านรายละเอียด)

 

 

 

มติมหาเถรสมาคมดูหมิ่นบรรพบุรุษไทยหรือไม่?

โปรดอ่านและพิจารณาว่า มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๘/๒๕๔๖ มติที่ ๕๐๘ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ คำตอบกระทู้ที่ ๑๒๒๐ ร. ของ ส.ส. เปรมศักดิ์ เพียยุระ (ขอนแก่น) คำตอบคำถามที่ ๒ เป็นการ ดูหมิ่นบรรพบุรุษไทย หรือไม่ ที่กล่าวหาว่า  ชาวไทยโบราณ "จินตนาการ" สร้างเรื่องให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองไทย?  (โปรดคลิ้กเพื่ออ่านจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเถรฯ)

      

มีหลักฐานยืนยันในพงศาวดารเหนือว่า บ้านพระโมคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ทางเหนือของไทย

    ในพงศาวดารเหนือ ของพระเชียรปรีชา (น้อย) แสดงชัดเจนว่า ชมพูทวีปเป็นที่ตั้งของไทยและลาว และมีชื่อเมืองต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก รวมทั้งที่ระบุว่า เป็นบ้านเกิดของพระโมคคัลานะและพระสารีบุตร

         ในหน้า ๓๒๕ มีระบุพระโมคคัลานะกับพระสารีบุตร อยู่ทางเหนือของไทย ที่ระบุว่า  “...ชะพ่อชีพราหมณ์ทั้งหลายอยู่ในปัญจมัชคาม อันเป็นหลานแห่งนางโมคคัลลี อันเป็นพระมารดาพระโมคคัลลานะ และนางสารี เป็นมารดา พระสารีบุตร อันอยู่ในปัญจมัชคาม ก็กลายมาเป็นเมืองสวรรคโลก  พระธาตุพระสารีบุตรเจ้าบรรจุไว้ในเจดีย์พระธาตุข้างเหนือ และพระธาตุพระโมคคัลานะก็บรรจุ ไว้ในบ้านนางโมคคัลลี ทั้งสองนางก็เป็นญาติกัน...” อีกตอนหนึ่งในหน้า ๓๒๓ กล่าวว่า “พระธรรมราชา จึงตั้งนางท้าวเทวี อันเป็นหลานสาวแห่งนางโมคัลลี บุตรนายบ้านหริภุญชัย...” 

          เมื่อถึงสมัยพระร่วง ได้กล่าวถึง เรื่องเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอรุณราชกุมาร ขึ้นเป็นใหญ่ในเมือง สัชนาลัย พ.ศ. ๑๐๐๐ ปีมะโรง นพศก ในหน้า ๓๒๘  มีความว่า “...ท้าวพระยา ประเทศเมืองใดๆ จะทนทานอานุภาพพระองค์ก็หามิได้ มาถวายบังคมทั่ว สกลชมพูทวีป เพราะพระองค์ต้องต้องพระพุทธทำนาย พระพุทธเจ้า ....” ในหน้า ๓๒๙ กล่าวต่อว่า “...พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ พระองค์ทั้งพระพทธโฆษาจารย์ มาชุมนุม ณ วัดโคกสิงคารามกลางเมืองสัชนาลัย และท้าวพระยาในชมพูทวีป คือไทยและลาว .....

         หลักฐานเดียวกันยืนยันว่า พระยากาฬวรรณดิศราชแห่ง เมืองตักกสิลา มหานคร เป็นผู้ให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐๒  แล้วได้ให้พระยาทั้งหลายขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี เมืองสันตนาหะ เมืองอเส และเมืองโกสัมพี แล้วมานมัสการ ที่พระพุทธเจ้าตั้งบาตรตำบลแม่ซ้องแม้ว พระยากาฬวรรณดิศก็ถอยลงมาเมืองสวางคบุรีที่บรรจุพระรากขวัญ กับพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ...  เป็นการแสดงว่า ตักสิลา ก็อยู่ในประเทศไทย คือ อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน. (อ่านภาพถ่ายเอกสาร โปรดคลิก๊ก

     โดยสรุป พระเสนาบดีทั้งสององค์ ล้วนเกิด ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งในสมัยพระพุทธกาลเรียกว่า ชมพูทวีปทั้งสิ้น

ENGLISH, CLICK HERE!

ฟังเสียงบรรยายนำเป็นภาษาไทย

โปรดคลิ้กที่นี่

(จากรายการวิทยุ "พระพุทธอุบัติภูมิ" ทาง ตชด. เอ เอ็ม 576 KHz)

Nedstat Basic - Free web site statistics

 

  ชาวพุทธในประเทศไทยจำนวนมากสงสัยว่า เมื่อ  พระพุทธเจ้าประสูติในอินเดีย ทำไมจึงเกิดคำถามต่อไปนี้ขึ้นมา....

 

"เหตุใด จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมาก ในประเทศไทย แต่ในอินเดียและเนปาล กลับมีไม่ถึง ๑๕๐ แห่ง?

 

"ทำไม พระเจ้าอโศกของอินเดียไม่ได้จารึกเรื่องสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ไว้ในเสาหินอโศก ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญมากของพระองค์ ตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา.....?

 

"ทำไม ปีที่ขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (พ.ศ.๒๖๙-๓๐๖) จึงไม่ตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้าอโศก (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ระบุในพระปฐมสมโพธิกถา ซึ่งระบุว่า กระทำสังคายนาพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๓๕ และสิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๕๙ พระเจ้าอโศกอินเดีย กับพระเจ้าอโศกไทย จะเป็นคนละองค์กันหรือไม่....?

 

"ทำไม ช่วงเวลาเข้าพรรษา คือกลางเดือนแปด ถึงกลางเดือน ๑๑ ทำไมตรงกับเมืองไทยพอดี?'

 

ทำไมข้อมูลระหว่างสภาพจริงในอินเดีย และในพระไตรปิฎกจึงไม่ตรงกัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ ประเพณี วิถีชีวิต โบราณคดี สถาปัตยกรรม ภาษา หลักฐาน/ตำนานไทย ฯลฯ ?

 

งานเขียนของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) ที่ได้ชี้ให้เห็นประวัติศาสตร์ไทยกว่า 8,000 ปี และโยงใยกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดา น่าจะชี้ประเด็นเกี่ยวกับถิ่นเกิดของพระพุทธศาสนาหรือไม่?

 

 
 

ความขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับพุทธโบราณสถานและโบราณวัตถุตามที่พบเห็นในอินเดียซึ่งมีไม่เกิน 150 แห่ง แต่ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่าฯลฯ มีเป็นพันเป็นหมื่นทั้งพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระพุทธรูป วัด อาราม และพุทธาวาส

ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีเจดีย์ พุทธวิหาร พระบรมสาริกธาตุ พระพุทธบาทมากมายรวมกันเป็นหมื่นแห่ง เช่น พระเสมหธาตุ  (ภาพด้านซ้ายมือ)ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอาเจียน ออกมาเป็นพระโลหิต ก็มีพบเห็นที่วัดเพชรพลี จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังมีถ้ำพระพุทธฉาย รอยพระพุทธบาท อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ
  ในอินเดียปัจจุบัน มีโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับที่มีในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากโบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และอีก 2-3 แห่งที่เมืองสานจี ถ้ำอาชันตา และนาลันทาแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๑ แห่งแล้ว ไม่มีโบราณสถานอื่น เช่น พระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ฯลฯ หลงเหลือให้เห็นเลย แม้แต่ที่อ้างว่า พระเจ้า อโศกมหาราชสร้างวิหาร 84,000 วิหารถวายเป็นพุทธบูชา ก็ต้องถามว่า อยู่ที่ไหนบ้าง ?
  พระประโทณ ทนานทองที่ท่านโทณพราหมณ์ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแบ่งให้มัลลกษัตริย์ (กษัตริย์มอญ) ๘ เมือง ก็อยู่ที่วัดพระประโทณ ในจังหวัดนครปฐม
  สมัยพระพุทธกาล ประเทศเขมรเป็นดินแดนที่เรียกว่า "กุรุราฐ" (แดนทราย  กุรุ=ทราย) ส่วนใหญ่ป็นแผ่นดินล้อมรอบด้วยทะเล ชายฝั่งทะเลด้านเหนืออยู่ที่ฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นได้ชัดเจน คือเขาพระวิหาร จะเป็นเชิงเขาลึกลงไป เพราะตั้งอยู่ริมทะเล ในพงศาวดารกรุงเก่า ระบุไว้ชัดเจนตอนพระนเรศวรเสด็จไปปราบพระยาละแวก และทำพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระนเรศวรได้เอ่ยถึงเขมรว่าเป็น "อินทปัตถ์นครแห่งกุรุรัฐ" หรือ กุรุราฐ. เดี๋ยวนี คำว่า "กุรุ" และ "อินทปัตถ์" กลายเป็นชื่อของเมืองนิวเดลฮีไปแล้ว
  จารึกวัดศรีชุมแสดงว่า ปาตาลีบุตรและแม่น้ำอโนมานทีอยู่ห่างจากสุโขทัยเพียง ๒-๓ คืน
  พระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๖๙ หลังสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๕ สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๓๐๑) เป็นคนละองค์กับพระเจ้าอโศกไทย (สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๒๕๙)
 

เมืองระแวกของพระเจ้าอโศก

  เสาหินพระเจ้าอโศกอินเดียไม่ได้กล่าวถึงการสังคายนาพระไตรปิฎก
  การเดินทางสู่สุวัณณภูมิของคณะสงฆ์จีน (พระถังซัมจั๋งและสมณะงี่เจง)

 

 

 ข้อเท็จจริงข้อมูลทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและในอินเดียมีความขัดแย้ง เป็นอย่างมาก ในด้านภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ระยะทางและทิศทางระหว่างเมือง

 

สภาพภูมิประเทศ ของเนปาล และอินเดียไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายประการ

  ปราสาท 3 ฤดู คือ ปราสาทฤดูร้อน ปราสาทฤดูฝน และปราสาทฤดูหนาวไม่สอดคล้องกับสภาวะในประเทศอินเดียที่อ้างว่า เป็นกบิลพัสดุซึ่งอยู่ในเขตหนาวเหนือเส้นขนานที่ ๒๔  และมี ๔ ฤดู
  ภูมิประเทศ เนปาลและอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศในฤดูหนาวจะหนาวมาก การให้พระภิกษุห่มผ้าบางๆ เพียงชั้นเดียว โกนหัว และไม่สวมรองเท้า
  ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัย ยึดตามปฏิทินจันทรคติของไทยที่กำหนให้พระภิกษุสงฆ์ อยู่ประจำพรรษา 3 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม-กลางเดือนตุลาคม (กลางเดือน ๘ - กลางเดือน ๑๑) ตรงกับช่วงเข้าพรรษาในเมืองไทยไม่คลาดเคลื่อนเลย
 
 

 

 

 พุทธสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ตามที่ปรากฏในประเทศไทยและประเทศอินเดียแตกต่างกันมาก ในความสวยงามและความละเอียดอ่อน

สถาปัตยกรรมที่ปรากอยู่ สิ่งปลูกสร้างและเจดีย์ต่างๆ ในประเทศไทย มีลักษณะโดดเด่นในด้านความสวยงาม ประณีต อ่อนช้อย ไม่มีใครเหมือน และยืนยงอยู่เป็นพันๆ ปี

รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะ เด่น แตกต่างจากของอินเดียอย่างสิ้นเชิง สถูปที่พุทธคยา ที่อ้างว่า เป็นของพุทธ ที่จริงก็เป็นของฮินดู และมีการดัดแปลงจากเดิมมาให้เห็นในปัจจุบัน (ขวามือ)

สถูปที่พุทธคยาองค์เดิมเป็นของฮินดู ภาพนี้เป็นภาพสีน้ำเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕ (ค.ศ. ๑๘๑๒) ปัจจุบันชาวฮินดูก็ยังถือ กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้อยู่ ผู้ที่อ้างว่า เจดีย์ที่พุทธคยาเป็นของพุทธคือ Dr. Francis Buchanan ได้มาสำรวจและพบเศียรพระพุทธรูปแตกหัก อยู่โดยรอบ และได้ข่าวว่า มีกษัตริย์จากพม่ามานมัสการพระเจดีย์นี้

เจดีย์ฮินดูที่มีรูปร่างอย่างนี้ มีมากมาย เช่น วิหารโสมนาฎของชาวฮินดู เป็นต้น    (โปรดคลิ๊กเพื่อดูรูป)

สถูปที่เมืองสาญจี ซึ่ง Sir Alexander Cunningham (ผู้เขียนประวัติพระพุทธศาสนาฉบับใหม่เผยแพร่ไปทั่วโลก) ขุดพบและอ้างว่า เป็นของชาวพุทธ ที่จริงก็เป็นของชาวฮินดูเพราะมีภาพปั้นชายหญิงเปลือยให้เห็นชัดเจนที่ประตูทุกทิศ ที่เมืองสาญจี Joseph Cunningham น้องชายของ Cunningham เป็นกรมการเมือง จึงได้รับเอกสิทธิ์การขุดสำรวจเพียงผู้เดียว
พุทธศิลป มีความ ละเอียดอ่อนมาก ต้องมีช่างศิลปที่มีจิตศรัทธาในการสร้างสรรค์ ผลงาน และมีนายทุน ที่มีความเลื่อมไสศ